[Skip to content]
ค้นพบนาฬิกา Longines ตั้งแต่ปี 1832 ถึง 2017
In This Year ดู Longines ในปีนี้
ร้านค้าออนไลน์
picture ร้านค้าออนไลน์
นาฬิกา
picture นาฬิกา
เครื่องมือค้นหาร้าน
picture เครื่องมือค้นหาร้าน
จักรวาลแห่ง Longines
picture จักรวาลแห่ง Longines
บริษัท
picture บริษัท
ปี 1846 Agassiz ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัท

1846

Agassiz ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัท และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกเนื่องจากสายสัมพันธ์ที่ครอบครัวของ Agassiz มีในสหรัฐอเมริกา

ปี 1852 Ernest Francillon เข้าร่วมงานกับ Saint-Imier

1852

Ernest Francillon ผู้เป็นหลานชายของ Auguste Agassiz เริ่มเข้าร่วมงานกับกิจการผลิตเรือนเวลา Saint-Imier หลังจากนั้นนักเศรษฐศาสตร์ผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถผู้นี้จึงค่อย ๆ เข้ามารับช่วงต่อกิจการของครอบครัว

ปี 1876 Jacques David เดินทางไปร่วมงาน Universal Exhibition ในนครฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

1876

Jacques David ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Longines เดินทางไปร่วมงาน Universal Exhibition ที่จัดขึ้นในนครฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะตัวแทนของ Société Intercantonale des Industries du Jura (สมาคมอุตสาหกรรมระหว่างรัฐแห่ง Jura) เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เขาได้เขียนรายงานขึ้นฉบับหนึ่ง ซึ่งได้กลายเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นเครื่องผลักดันให้วงการผลิตเรือนเวลาสวิสเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม จากเดิมที่ใช้ระบบ établissage ซึ่งเป็นระบบที่เครือข่ายที่กระจายช่างผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ ออกจากกัน เนื่องด้วยวิจารณญาณของ Francillon และความทุ่มเทของ David ทาง Longines จึงได้กลายเป็นผู้บุกเบิกการผลิตเรือนเวลาโดยใช้เครื่องจักร

ปี 1881 โฆษณาชิ้นที่เก่าแก่ที่สุด

1881

โฆษณาชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นที่รู้จักในนามของแบรนด์สัญลักษณ์นาฬิกาทรายติดปีกเป็นโฆษณาเกี่ยวกับการแข่งม้า โฆษณาชิ้นสำคัญได้กล่าวถึงเรือนเวลาโครโนกราฟจากสิทธิบัตรของ Lugrin ที่มาพร้อมกับปุ่มกดชนิดปุ่มเดียว เครื่องบอกเวลาโครโนกราฟของ Longines แบบแรกที่วางจำหน่ายในอเมริกานั้น ไม่ได้มีไว้สำหรับช่วยให้เหล่านักพนันในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้หรือสำหรับผู้เข้าชมการแข่งม้าเท่านั้น แต่ยังผลิตขึ้นเพื่อทุกคนในวงการกีฬาขี่ม้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องการหาซื้อม้าชั้นดี นักขี่ที่ต้องการพัฒนาตนเอง ฟาร์มม้า หรือโรงเรียนสอนขี่ม้า ในช่วงปี 1886 Longines จึงเป็นเรือนเวลาอย่างเป็นทางการที่บรรดารายการแข่งต่างๆ ในนครนิวยอร์กส่วนใหญ่ไว้วางใจ

ปี 1888 Longines ผลิต calibre 21.59 กลไกรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์

1888

หลังจากที่ได้วางรากฐานการประยุกต์นำเครื่องจักรมาร่วมในระบบการผลิต Longines จึงก้าวเข้ามามีบทบาทในโลกแห่งการผลิตเรือนเวลาที่มีความแม่นยำสูง และได้ทำการผลิต caliber 21.59 ขึ้นโดยปรับปรุงจากพื้นฐานกลไกที่ประดิษฐ์ในปี 1878 ให้มีความเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น นับเป็นกลไกรุ่นแรกของแบรนด์ที่ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์

ปี 1889 Francillon จดทะเบียนชื่อแบรนด์และเครื่องหมายการค้า

1889

Francillon เริ่มนำมาตรการทางกฏหมายมาใช้เพื่อปกป้องกิจการ นับตั้งแต่ปี 1880 ชื่อแบรนด์ได้ถูกจดทะเบียนกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ในขณะที่เครื่องหมายการค้าได้รับการจดทะเบียนในปี 1889 และในปี 1893 ชื่อแบรนด์และเครื่องหมายการค้าต่างๆ ยังได้รับการคุ้มครองทั่วโลกหลังการจดทะเบียนกับ United International Bureaux for the Protection of Intellectual Property ซึ่งเป็นองค์กรก่อนที่จะพัฒนามาเป็น WIPO (องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก) ดังนั้น Longines จึงเป็นชื่อแบรนด์ที่เก่าแก่ที่สุดที่จดทะเบียนไว้กับ WIPO ที่ยังคงมีการใช้งานอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจวบจนปัจจุบัน

ปี 1899 เจ้าชาย ลุยจิ อาเมเดโอแห่งราชวงศ์ซาวอยนำเรือนเวลา Longines ร่วมทางไปกับพระองค์ในการสำรวจขั้วโลกเหนือ

1899

เป็นครั้งแรกที่ Longines ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกเบิกพรมแดนใหม่ เมื่อเจ้าชาย ลุยจิ อาเมเดโอ (Luigi Amedeo) แห่งราชวงศ์ซาวอย ดยุกแห่ง Abruzzi ได้นำเรือนเวลา Longines ร่วมทางไปกับพระองค์ในการสำรวจขั้วโลกเหนือ

ปี 1912 ระบบจับเวลากีฬาแบบจักรกลไฟฟ้ารุ่นแรกของ Longines ถูกนำมาใช้ใน Federal Gymnastics Festival ที่เมืองบาเซิล

1912

ระบบจับเวลาชนิดจักรกลไฟฟ้าสำหรับการกีฬารุ่นแรกถูกนำมาใช้ใน Federal Gymnastics Festival ที่เมืองบาเซิล โดยผลิตขึ้นจากการประยุกต์ใช้ระบบวงจรซึ่งเมื่อตัดการเชื่อมต่อจะเป็นการเริ่มหรือหยุดการเดินของนาฬิกา

ปี 1913 Longines พัฒนา caliber 13.33Z กลไกรุ่นแรกสำหรับนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟแบบปุ่มกดเดียว

1913

Longines พัฒนา calibre 13.33Z กลไกรุ่นแรกที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟชนิดปุ่มกดเดียว กลไกคุณภาพสูงรุ่นนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 29 มม. รวมถึงหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีแบบชั่วขณะ (instantaneous) และระดับความเที่ยงตรงระดับถึง 1/5 วินาที

ปี 1916 Longines พัฒนากลไกรูปวงรีและสี่เหลี่ยมขึ้นหลายแบบสำหรับติดตั้งในนาฬิกาข้อมือ

1916

ทางบริษัทเริ่มพัฒนากลไกรูปทรงต่างๆ และผลิตกลไกรูปวงรีและสี่เหลี่ยมขึ้นหลายแบบสำหรับติดตั้งในนาฬิกาข้อมือ

ปี 1919 Longines ผู้ผลิตเรือนเวลาอย่างเป็นทางการให้แก่สหพันธ์การบินนานาชาติ

1919

ด้วยความสามารถของ John P. V. Heinmuller ผู้อำนวยการ Longines สาขาอเมริกา Longines จึงได้รับการรับรองให้เป็นผู้ผลิตเรือนเวลาอย่างเป็นทางการให้แก่สหพันธ์การบินนานาชาติ (International Aeronautical Federation) นอกเหนือจากนี้ Longines ยังได้พัฒนาอุปกรณ์นำร่องที่ทั้งแม่นยำและน่าเชื่อถือสูงสำหรับเหล่าบุพการีแห่งโลกการบิน หาญผจญไปกับเหล่านักสำรวจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์

ปี 1927 Longines Weems Second Setting Watch

1927

นายทหารแห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา Philip Van Horn Weems ได้พัฒนา "ระบบนำร่อง Weems" ขึ้น โดยระบบประกอบขึ้นจากชุดอุปกรณ์นำร่องที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้ที่เขาและ Longines สั่งสมมาระหว่างการพัฒนานาฬิกาแบบจานหมุน ผู้ใช้งานจะสามารถปรับให้เข็มวินาทีสามารถเดินได้ประสานกับสัญญาณ GMT ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการนำร่อง เรือนเวลา Longines Weems Second-Setting Watch ได้รับการจดสิทธิบัตรในปี 1935

ปี 1931 Charles Lindbergh ออกแบบอุปกรณ์นำร่องร่วมกับ Longines

1931

หลังการบินเดี่ยวแบบไม่แวะพักครั้งประวัติศาสตร์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือในปี 1927 จบลง นักบิน Charles A. Lindbergh ได้ออกแบบอุปกรณ์นำร่องและได้มอบให้ทาง Longines ทำการผลิต เรือนเวลา Lindbergh Hour Angle ถูกการพัฒนาต่อจากรุ่นที่ Weems สร้างขึ้นในปี 1927 โดยจะใช้งานควบคู่กับนาฬิกาแดด (sextant) และปฏิทินเดินเรือ เครื่องบอกเวลารุ่นนี้ช่วยให้นักบินสามารถคำนวณหาค่าลองจิจูดได้ และเมื่อนำค่าลองจิจูดมาผสานกับละติจูด นักบินก็จะทราบตำแหน่งได้อย่างแม่นยำว่ากำลังบินอยู่เหนือบริเวณใดของโลก

ปี 1939 อุปกรณ์จับเวลาแบบใช้กลไกจักรกลแบบ 24-line

1939

Longines พัฒนาอุปกรณ์จับเวลาแบบใช้กลไกขึ้นโดยอาศัยพื้นฐานของกลไกแบบ 24-line อุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วยนาฬิกาโครโนกราฟที่มีหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีแบบกึ่งชั่วขณะ (Semi-instantaneous) และเข็ม Flyback, หน้าปัดย่อยจับเวลาทางกีฬาแบบกึ่งชั่วขณะที่มีทั้งแบบมีหรือไม่มีเข็ม Flyback และอีกหนึ่งหน้าปัดย่อยจับเวลาที่สามารถจับเวลาได้เที่ยงตรงถึงระดับ 1/100 วินาที

ปี 1939 Longines พัฒนา Siderometer

Longines เลือกใช้กลไก 21.29 ที่มีความเที่ยงตรงสูงสำหรับการพัฒนา Siderometer อุปกรณ์นี้สามารถบอกเวลาทางดาราคติ ณ เมืองกรีนิช โดยจะแสดงผลเป็นค่าองศา ลิปดา และพิลิปดา เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถคำนวณหาตำแหน่งได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นด้วยการนำค่ามุมของเวลา (hour angle) ณ จุดเวอร์นัล (vernal) เทียบกับที่กรีนิช

ปี 1947 กลไกแบบไขลานด้วยมือ Longines 30CH

1947

แผนกเทคนิคพัฒนา 30CH กลไกจักรกลโครโนกราฟแบบไขลานรุ่นใหม่

ปี 1954 นาฬิกาควอตซ์เรือนแรกของ Longines และหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ Neuchatel

1954

Longines พัฒนาเครื่องบอกเวลากลไกควอตซ์ขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ทุบสถิติด้านความเที่ยงตรงหลายรายการในการทดสอบที่หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ Neuchâtel นอกจากกลไกควอทซ์ภายใน อุปกรณ์จับเวลา Chronocinégines ชิ้นนี้ยังได้รับการติดตั้งด้วยกล้อง 16 มม. ซึ่งทำให้ผู้ตัดสินกีฬาสามารถใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้ช่วยบันทึกภาพการเคลื่อนไหวของเหล่านักกีฬาขณะเข้าเส้นชันได้ละเอียดถึงระดับ 1/100 วินาที

ปี 1954 Longines เปิดตัวคอลเลคชัน Conquest

Longines เปิดตัวคอลเลคชัน Conquest ซึ่งเป็นการหลอมรวมหลากหลายคอนเซปต์ของเครื่องบอกเวลาที่แบรนด์มีและนับเป็นก้าวแรกในยุทธศาสตร์การพัฒนาเรือนเวลาแบบใหม่

ปี 1957 คอลเลคชั่น Flagship หรูของ Longines

1957

หลังจากคอลเลคชัน Conquest ทางบริษัทจึงได้เผยคอลเลคชันเรือนเวลาหรูอย่าง Flagship ที่มีฝาหลังตัวเรือนโดดเด่นด้วยเหรียญสลักรูปเรือคาราเวลขนาดเล็ก

ปี 1959 Longines Calibre 360

1959

Longines พัฒนากลไก 360 ขึ้นสำหรับการส่งเข้าแข่งขันที่หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์โดยเฉพาะ กลไกสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ถูกบรรจุด้วยสายใยนาฬิกาขนาดยาวซึ่งทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากจักรกรอกแบบอิสระชนิดกว้าง (wide sprung balance) ได้อย่างเต็มอัตรา ด้วยการสั่นด้วยความถี่กว่า 36,000 ครั้งต่อชั่วโมงของจักรกรอกทำให้กลไกมีความเที่ยงตรงที่เหนือระดับ กลไก 360 จึงสามารถทำลายสถิติความเที่ยงตรงในหมวดการประกวดสำหรับนาฬิกาข้อมือที่หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ Neuchâtel

ปี 1963 กลไกจักรกลไฟฟ้า Longines L400

1963

เพื่อก้าวไปสู่พรมแดนใหม่ในการผลิตเรือนเวลา Longines ได้ผนวกนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้ในการออกแบบกลไกจักรกลไฟฟ้ารุ่น L400 ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ปรอทขนาดกำลัง 1.35V ที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับการแข่งขันที่หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์โดยเฉพาะ

ปี 1964 Longines รถ Bluebird และ Donald Campbell

1964

Longines ร่วมเป็นสักขีพยานในการทำลายสถิติความเร็วทางบกด้วยอุปกรณ์จับเวลา Chronocinégines ที่บริษัทผลิตขึ้นในปี 1954 ในครั้งนั้น นักขับ Donald Campbell พร้อมรถ Bluebird II วิ่งทะยานตัดเหนือทะเลสาบแอร์ไปด้วยความเร็ว 648.565 กม./ชม.

ปี 1965 Longines พัฒนากลไกควอตซ์อิเล็กทรอนิกส์ calibre 800

1965

หลังการวิจัยด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และควอตซ์ของ Longines ทำให้บริษัทสามารถพัฒนา 800 calibre กลไกอิเล็กทรอนิกส์ควอทซ์สำหรับติดตั้งในเครื่องบอกเวลาโครโนมิเตอร์ได้เป็นผลสำเร็จ และสามารถเอาชนะเหล่าเครื่องบอกเวลาจักรกลต่างๆ ในการทดสอบที่หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงเป็นดั่งการแสดงถึงความเป็นไปได้ครั้งใหม่ในการพัฒนาความแม่นยำในการบอกเวลาให้สูงขึ้นไปอีกระดับ

ปี 1967 กลไกไขลานอัตโนมัติ Longines L430

1967

Longines ได้เปิดตัวกลไกไขลานอัตโนมัติแบบ 11½-line calibre เพื่อนำเสนออีกทางเลือกที่นอกเหนือจากกลไกระบบอิเล็กทรอนิกส์และควอตซ์ที่กำลังเป็นกระแสหลักในขณะนั้น การออกแบบของ L430 ยังมอบความเที่ยงตรงระดับสูงของกลไกจากการสั่นด้วยความถี่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง ความโดดเด่นที่ยิ่งกว่ากลไกใดของผู้ผลิตรายอื่น เรือนเวลาคอลเลคชัน Ultra-Chron ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยกลไกไขลานรุ่นดังกล่าวเป็นแกนกลาง

ปี 1969 กลไกควอตซ์แบบไซเบอร์เนติกรุ่นแรกสำหรับนาฬิกาข้อมือ โดย Longines

1969

ในปี 1969 "Project Hourglass" โครงการลับสุดยอดของ Longines ซึ่งมีเป้าหมายในการออกแบบและผลิตเรือนเวลาควอตซ์ได้รับการสานต่ออีกครั้งด้วยการเผยกลไก L6512 หรือที่เรียกว่า Ultra-Quartz กลไกควอตซ์แบบไซเบอร์เนติกรุ่นแรกสำหรับนาฬิกาข้อมือ

ปี 1972 นาฬิกาดิจิทัลรุ่นแรกของ Longines

1972

หลังจากความร่วมมือระหว่าง Longines, Ebauche SA และ Texas Instruments Incorporated แบรนด์ได้เผยโฉม Longines LCD (Liquid Crystal Display) นาฬิกาดิจิทัลแบบแรกที่ Longines ได้รังสรรค์ขึ้นและได้รับรางวัลสำคัญคือ IR100 (Annual Industrial Research Conference and Awards)

ปี 1972 การสร้างสรรค์ชุดนาฬิกา Longines โดย Serge Manzon

Longines จับมือกับศิลปินนาม Serge Manzon ในรังสรรค์คอลเลคชันเรือนเวลาที่ฉีกแนวทางการออกแบบจากคอลเลคชันคลาสสิคที่แบรนด์เคยมีมา นักออกแบบชั้นนำได้ตีความนาฬิกาข้อมือใหม่ด้วยการนำรูปลักษณ์ของหัวเข็มขัดมาประยุกต์เข้ากับตัวเรือนเวลา ... ผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องบอกเวลาที่มีทั้งนุ่มนวล เรียบง่าย และสามารถปรับให้กระชับกับข้อมือได้เป็นอย่างดี นับเป็นประติมากรรมเวลาจากวัสดุเงินที่ผสานไว้ทั้งความงดงามและความร่วมสมัย

ปี 1975 Longines Cleopatra

1975

แบรนด์เรือนเวลาแห่ง Saint-Imier ชนะรางวัล Golden Rose of Baden-Baden ด้วยนาฬิกา Cleopatra ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากกำไล "ทาส” จากโลกตะวันออก

ปี 1977 กลไกไขลานอัตโนมัติ Longines l990

1977

ทางโรงงานได้พัฒนากลไกไขลานอัตโนมัติ L990 ขึ้น จากการออกแบบให้กระปุกลานทั้งสองอยู่ในระนาบเดียวกัน กลไกดังกล่าวดจึงมีความหนาเพียง 2.95 มม. ทำให้ L990 เป็นกลไกไขลานอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับกลไกอื่นๆ ในประเภทเดียวกัน สวนทางกับเหล่าผู้ผลิตเรือนเวลาอื่นที่เลือกใช้ระบบควอตซ์ในการรังสรรค์นาฬิกาของตน และเสริมให้องค์ความรู้การออกแบบกลไกจักรกลของ Longines มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ปี 1979 Longines Feuille d’Or

1979

Longines เผยโฉมนาฬิกาควอตซ์ที่หนาเพียง 1.98 มม. นับเป็นเรือนเวลารุ่นแรกที่มีความหนาน้อยกว่า 2 มม. ความบางเฉียบของกลไกเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีแบบเฉพาะมาใช้ในการพัฒนา เรือนเวลา Feuille d'Or ("Gold Leaf") จึงนับเป็นความมหัศจรรย์ทางเทคโนโลยีอันน่าทึ่ง

ปี 1982 เรือนเวลาตระกูล Agassiz ของ Longines

1982

แบรนด์สัญลักษณ์นาฬิกาทรายติดปีกได้เปิดตัวเรือนเวลาตระกูล Agassiz ซึ่งผลิตจากวัสดุทอง 18 k เครื่องบอกเวลาบางเฉียบทรงคลาสสิกเหล่าดังกล่าวเป็นจุดกำเนิดที่นำไปสู่การพัฒนาคอลเลคชัน La Grande Classique ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและยาวนามมาโดยตลอดของ Longines

ปี 1982 Longines เซ็นพันธมิตรกับฟอร์มูล่าวัน

หลังจากการลงนามในสัญญาพันธมิตรทางเทคนิคกับทีมฟอร์มูล่าวันของ Ferrari และตามด้วยทีมของ Renault บริษัท Longines จึงได้รับหน้าที่เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟอร์มูล่าวันเป็นเวลา 10 ปี

ปี 1983 Longines เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Swatch Group

1983

Longines เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Société Suisse de Microélectronique et d’Horlogerie (SMH) หรือที่ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในนาม Swatch Group เครือผู้นำด้านการผลิตเรือนเวลาระดับโลกที่ก่อตั้งโดย Nicolas G. Hayek

ปี 1984 กลไก 276 VHP ของ Longines

1984

ทางบริษัทเผยโฉมกลไก 276 VHP (Very High Precision) กลไกควอตซ์ความเที่ยงสูงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีลบล้างอิทธิพลจากการแปรผันของอุณหภูมิจนไม่ส่งอาจผลกระทบต่อกลไก โดยกลไกรุ่นดังกล่าวได้รับการติดตั้งในนาฬิกาคอลเลคชัน Conquest

ปี 1985 Longines International Federation Gymnastics

1985

Longines ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการในการแข่งขันยิมนาสติกสากล และยิมนาสติกลีลาทั้งหมดที่สหพันธ์ยิมนาสติกนานาชาติ (IFG) เป็นผู้จัดขึ้น

ปี 1992 พิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ Longines

1992

เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 160 ปีของกิจการ และ 125 ปีของการใช้ชื่อแบรนด์และตราสัญลักษณ์ Nicolas G. Hayek ผู้ก่อตั้งและประธานเครือ Swatch Group พร้อมด้วย Walter von Känel ประธานบริษัท Longines ได้ร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ Longines ขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทใน Saint-Imier ภายในพิพิธภัณฑ์มีแกลเลอรีจัดแสดงความเป็นมาอันยาวนานของบริษัท

ปี 1997 Longines Dolcevita

1997

Longines รังสรรค์เรือนเวลาคอลเลคชัน Longines DolceVita ซึ่งนำเสนอด้วยความงามแบบร่วมสมัย คอลเลคชันดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการนำแนวคิดความสง่างามของการผลิตเครื่องบอกเวลามาตีความใหม่ในรูปแบบที่ทันสมัย นอกเหนือจากจะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในกลุ่มสตรีอายุน้อย คอลเลคชันดังกล่าวยังช่วยมอบสัมผัสแห่งความมีระดับให้แก่ข้อมือสุภาพสตรีผู้สวมใส่

ปี 1999 สโลแกน Longines ความสง่างามเป็นทัศนคติ

1999

เริ่มใช้สโลแกน "ความสง่างามอย่างทัศนคติ" สโลแกนที่สื่อถึงความทุ่มเทของ Longines ที่มีต่อความสง่างามในทุกด้าน ซึ่งไม่เพียงจะจำกัดแค่ในรูปลักษณ์ แต่ยังรวมไปถึงด้านอุปนิสัยและกิริยาด้วยเช่นกัน

ปี 2003 Longines สร้างสรรค์คอลเลคชั่น Evidenza

2003

Longines รังสรรค์คอลเลคชัน Longines Evidenza ซึ่งโดดเด่นด้วยตัวเรือนเวลาทรงถังเบียร์ และตอกย้ำถึงความสง่างาม สไตล์ และการสืบทอด

ปี 2005 Master Collection ใหม่ Longines

2005

ในขณะที่กระแสความนิยมหวนย้อนกลับมาสู่กลไกจักรกลอีกครั้ง ทาง Longines จึงเผยคอลเลคชันที่จะสืบทอดวัฒนธรรมการผลิตเรือนเวลาอันยาวนานของแบรนด์ให้คงอยู่สืบไป Master Collection คือคอลเลคชันเครื่องบอกเวลาพิเศษที่จะติดตั้งด้วยกลไกจักรกลเท่านั้น โดยเรือนเวลาส่วนใหญ่ในคอลเลคชันจะได้รับการติดตั้งด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ

ปี 2007 Longines เปิดตัวคอลเลคชั่น sport

2007

เปิดตัวคอลเลคชัน Longines Sport คอลเลคชันดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อคงขีดความสามารถของแบรนด์ในการผลิตเรือนเวลาที่ตอบรับความต้องการของเหล่านักกีฬาได้โดยยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม คอลเลคชันดังกล่าวประกอบด้วยนาฬิกาจากสี่ตระกูลคือ HydroConquest, Conquest, Grande Vitesse และ Admiral

ปี 2007 Longines Master Collection Retrograde

Longines นำเสนอ Master Collection Retrograde คอลเลคชันเรือนเวลาที่หมายเติมเต็มวัฒนธรรมการผลิตเรือนเวลาให้สมบูรณ์ เรือนเวลาในคอลเลคชันยังได้รับการติดตั้งด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Retrograde สองแบบซึ่งได้รับการพัฒนามาโดยเฉพาะ

ปี 2007 Longines ผู้สนับสนุนเฟรนช์โอเพ่น

Longines ได้เป็นผู้สนับสนุนรายการและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของรายการแข่งขันเทนนิส "เฟรนช์โอเพ่น" ที่โรลังด์ การ์รอส และของการแข่งขันสกีอัลไพน์อีกครั้งหนึ่งซึ่งจัดโดยสหพันธ์สกีระหว่างประเทศ การเริ่มต้นบทบาทในการจับเวลาการแข่งขันสกีของ Longines นั้นสามารถหวนย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ในปี 1933 ที่ Chamonix

ปี 2009 Longines Primaluna

2009

ทาง Longines ได้ตระหนักการพัฒนาเรือนเวลาที่ผ่านมานั้นอาจยังไม่ได้ตอบรับกับความลุ่มหลงที่สตรีมีต่อเรือนเวลามากเท่าที่ควร Longines จึงเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยคอลเลคชันเรือนเวลา PrimaLuna ที่ออกแบบมาเพื่อโดยเฉพาะสำหรับข้อมือสตรี

ปี 2010 กลไกโครโนกราฟ Longines l688

2010

Longines เผยโฉมกลไกโครโนกราฟแบบคอลัมน์วีลแบบใหม่รุ่น L688 กลไกไขลานอัตโนมัติชั้นสูงรุ่นดังกล่าวจะได้ถูกติดตั้งในเฉพาะกับเรือนเวลาคอลเลคชัน Saint-Imier ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2012

ปี 2011 Longines Master Collection Retrograde Moonphase

2011

Longines นำเสนอนาฬิการุ่น Longines Master Collection Retrograde Moonphase ซึ่งใช้กลไก L707 (ผลิตสำหรับ Longines โดยเฉพาะ) ที่ได้รับการติดตั้งมาพร้อมกับ 4 ฟังก์ชัน Retrograde (วัน วันที่ วินาที และสเกล 24 ชั่วโมง) รวมถึงฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรม และระบุเวลากลางวันและกลางคืน

ปี 2011 Longines Prix De Diane

หลังจากที่ได้ลงนามในสัญญาเป็นพันธมิตรระยะยาวกับ France Galop ทาง Longines จึงได้รับสิทธิพิเศษในเพิ่มชื่อของตนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเป็นครั้งแรกในรายการ Prix de Diane Longines ซึ่งจะถูกจัดขึ้นที่สนามแข่ง Chantilly ปัจจุบัน Longines ยังเป็นผู้จับเวลาของการแข่งม้าระดับสูงหลายรายการ เช่น Royal Ascot, Melbourne Cup Carnival, Kentucky Derby และ Dubai World Cup ในปี 2012 มีการแข่งมากกว่า 40 รายการในปฏิทินของ

ปี 2012  Longines Saint-Imier Collection

2012

เพื่อระลึกถึงหมู่บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งและยังคงเป็นที่ตั้งของบริษัตราบมาจนถึงปัจจุบัน Longines ได้เผยโฉม Saint-Imier Collection ซึ่งประกอบด้วยเรือนเวลาที่ติดตั้งด้วยกลไกไขลานชั้นสูงของแบรนด์ คอลเลคชันยังได้รับแรงบันดาลใจทั้งจากประเพณีสืบทอดของบริษัทและมรดกองค์ความรู้ในการผลิตนาฬิกาที่สั่งสมมาโดยตลอด นับเป็นคอลเลคชันที่สื่อถึงปรัญชาของ Longines ทั้งในด้านการสืบทอด ความสง่างาม คุณภาพ และความเที่ยงตรง

ปี 2012 Longines Avigation Watch

เปิดตัวกลไก calibre L788 พร้อมกลไกปล่อยจักรแบบคอลัมน์วีลที่ได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับ Longines โดยเฉพาะซึ่งสามารถควบคุมฟังก์ชันโครโนกราฟหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเริ่มจับเวลา หยุด และตั้งค่าใหม่ ทั้งหมดสามารถกระทำได้โดยง่ายผ่านการกดปุ่มปุ่มเดียวที่ร่วมอยู่กับเม็ดมะยม กลไกพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานกลไกตัวสำหรับนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกที่ Longines ผลิตขึ้นในปี 1913 นั่นคือ calibre 13.33Z นาฬิกานักบิน Longines Avigation Watch Type A-7 ที่มีการจัดวางองศาหน้าปัดแบบพิเศษและได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1930 ก็ได้รับการติดตั้งด้วยกลไกรุ่นดังกล่าว

ปี 2012 ปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ Longines

พิพิธภัณฑ์ Longines ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งหมดเนื่องในโอกาสครบรอบ 180 ปีของบริษัท พื้นที่ทุกส่วนในพิพิธภัณฑ์มีการปรับปรุงใหม่ให้การออกแบบโดยรวมมีความทันสมัย และเพิ่มสื่อประเภทปฏิสัมพันธ์ซึ่งพร้อมนำเสนอทุกแง่มุมของประวัติศาสตร์แบรนด์

ปี 2013 Longines ผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ FEI

2013

เจ้าหญิง Haya ประธานแห่งสหพันธ์กีฬาขี่ม้านานาชาติ (FEI) และ Nayla Hayek ประธานกรรมการบริหารจาก Swatch Group ได้ลงนามข้อตกลงพันธมิตร มอบโอกาสให้ Longines เข้าเป็นพันธมิตรระดับสูงสุดของ FEI ในปัจจุบัน Longines เป็นผู้จับเวลาและผู้สนับสนุนเรือนเวลาอย่างเป็นทางการของ FEI

ปี 2013 Longines พันธมิตรอย่างเป็นทางการ International Federation Horseracing Authorities

ในวันที่ 16 มิถุนายน 2013 ที่ Chantilly ประธาน IFHA "Louis Romanet" และประธานของ Longines "Walter von Känel" ได้ร่วมประกาศข่าวการลงนามเป็นพันธมิตรระยะยาวระหว่าง International Federation of Horseracing Authorities (IFHA) กับ Longines ด้วยสัญญาฉบับนี้ Longines จึงได้กลายเป็นทั้งพันธมิตรและผู้สนับสนุนเรือนเวลาอย่างเป็นทางการของ IFHA

ปี 2013 Longines Conquest Classic

Longines เผยโฉมคอลเลคชัน Conquest Classic ใหม่ คอลเลคชันนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยความงามแบบคลาสสิคซึ่งเป็นดั่งหัวใจที่ทำให้ Longines ได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลก เรือนเวลาโครโนกราฟในคอลเลคชันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ติดตั้งด้วยกลไกแบบคอลัมน์วีล L688 ซึ่ง ETA พัฒนาและผลิตขึ้นสำหรับ Longines โดยเฉพาะ ตัวเรือนของนาฬิกาหมายเลขอ้างอิง L2.788.8.76.3$ ได้รับการผลิตด้วยวัสดุทองคำสีกุหลาบ 18 กะรัต และนำเสนอพร้อมกับสายนาฬิกาหนังจระเข้

ปี 2013 Longines HydroConquest

นาฬิกาดำน้ำชั้นเลิศอย่าง HydroConquest ได้ต้อนรับเรือนเวลาหลากสีสันเข้าร่วมในตระกูล ทั้งการป้องกันด้านข้างตัวเรือน เม็ดมะยมกับฝาหลังแบบขันเกลียว สมบัติเหล่านี้ล้วนช่วยให้เรือนเวลาสามารถป้องกันน้ำได้ถึง 30 บาร์ และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดขณะดำน้ำ นาฬิการุ่นเหล่านี้ได้รับการติดตั้งด้วยขอบหน้าปัดสีแดง ดำ หรือน้ำเงินแบบหมุนได้ในทิศทางเดียว ชุดตัวเข็มนาฬิกาเคลือบด้วยสาร Super-LumiNova® เพื่อให้สามารถอ่านเวลาได้ง่ายในทุกสภาวะ สายนาฬิกามีตัวล็อคแบบพับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสองชั้น และสามารถปรับขยายได้เป็นพิเศษสำหรับการดำน้ำ

ปี 2013 Longines Avigation Oversize Crown

โดดเด่นด้วยความรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของแบรนด์ โดยเฉพาะในด้านการมีส่วนร่วมกับความสำเร็จอันน่าทึ่งของบรรดาผู้บุกเบิกโลกแห่งการบิน Longines จึงเสนอเครื่องบอกเวลาแบบพิเศษรุ่นใหม่ในประเภทนาฬิกานักบิน Longines Avigation Oversize Crown ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองกับความต้องการของเหล่านักบินบนท้องฟ้า เรือนเวลาได้รับการติดตั้งด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ caliber L788 ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีให้เลือกสามรูปแบบทำจากซึ่งล้วนผลิตด้วยวัสดุสตีล ได้แก่ แบบเรียบง่าย (แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่) แบบแสดสองเขตเวลา และโครโนกราฟแบบปุ่มกดเดียว

ปี 2013 รางวัล Longines World Best Racehorse ครั้งแรก

Longines และ International Federation of Horseracing Authorities (IFHA) ได้มอบรางวัล Longines World’s Best Racehorse เป็นครั้งแรกแก่ม้าที่มีผลงานดีที่สุดในรอบปี

ปี 2014 Longines Equestrian Lepine

2014

เนื่องในวาระที่ปีมะเมียได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง แบรนด์นาฬิกาสวิสจึงได้เผยเครื่องบอกเวลา Longines Equestrian Lépine นาฬิกาพกดังกล่าวได้รับการผลิตด้วยวัสดุทองคำสีกุหลาบ ซึ่งช่วยตอกย้ำถึงความหลงใหลของ Longines ที่มอบให้กับโลกของการแข่งอาชาเสมอมา บนฝาด้านหลังนาฬิกาได้รับการตกแต่งเหนือระดับด้วยรูปภาพม้ากำลังกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง นาฬิการุ่นดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกตัวเรือนโลหะ Lépine ที่ผลิตในปี 1927 ซึ่งปัจจุบันได้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของ Longines ที่ Saint-Imier (BE)

ปี 2014 Longines เป็นผู้สนับสนุนการจับเวลาอย่างเป็นทางการในกีฬาเครือจักรภพ กลาสโกว์ 2014

หลังจากที่ได้เคยรับหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนรายการ ผู้สนับสนุนการจับเวลาและผู้สนับสนุนเรือนเวลาอย่างเป็นทางการในปี 1962 ที่เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ทาง Longines ได้หวนกลับมารับหน้าที่ดังกล่าวอีกครั้งตลอดการแข่งขันทั้ง 11 วันของ กีฬาเครือจักรภพครั้งที่ 20 ที่จัดขึ้นในปี 2014 ที่เมืองกลาสโกว์และครอบคลุมกว่า 17 ประเภทกีฬา

ปี 2014 รังสรรค์ Longines Elegant Collection

ความสง่างามอันเป็นปรัชญาหลักของ Longines เป็นดั่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการรังสรรค์ Longines Elegant Collection ขึ้นในปี 2014 โดยนำเสนอตัวตนความคลาสสิคของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี นาฬิกาในคอลเลคชันดังกล่าวได้รับการติดตั้งด้วยกลไกไขลาน ตัวเรือนยังมีให้เลือกสามขนาดพร้อมทั้งหน้าปัดอีกหลากหลายแบบ ซึ่งล้วนนำแต่เสนอนิยามความสง่าในแบบของตน

ปี 2014 รางวัลชนะเลิศ Longines World Best Jockey

Longines ร่วมกับ International Federation of Horseracing Authorities (IFHA) มอบรางวัล Longines World’s Best Jockey แก่นักขี่ม้าผู้มีผลงานดีที่สุดในรอบปี

ปี 2015 Longines Positioning System

2015

ณ ขณะนี้ Longines ได้เผยการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ด้วยเทคโนโลยี Longines Positioning System (LPS) สำหรับจับเวลาและติดตามในกีฬาแข่งม้า ระบบจะระบุข้อมูลตำแหน่งที่แน่นอนของม้าแข่ง อันดับ ระยะห่างระหว่างม้าแต่ละตัว และความเร็วได้แบบทันที ระบบมีความแม่นยำถึงระดับ 5 เซนติเมตร และสามารถวัดค่าได้สูงสุด 1,000 ค่าต่อวินาที